Audemars Piguet ยอดฝีมือในการรับมือกับวิกฤต

 François-Henry Bennahmias เกิดในปารีส หลังจากก้าวเดินในเส้นทางนักกอล์ฟอยู่ 5 ปี เขาตัดสินใจที่จะหาความท้าทายครั้งใหม่ในอุตสาหกรรมสินค้าหรูหรา เขาได้ร่วมงานกับแบรนด์มากมาย เช่น Giorgio Armani (จอร์โจ อาร์มานี), Gianfranco Ferré (เจียนฟรังโก เฟอร์เร) และอื่นๆ ก่อนที่จะมาร่วมงานกับ Audemars Piguet ในปี 1994 ภายในเวลาไม่ถึงสามปีเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการแบรนด์ประจำสิงคโปร์และรับผิดชอบตลาดในฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน สวิตเซอร์แลนด์ บรูไน ออสเตรเลียและมาเลเซีย ในปี 1999 เขากลายเป็นกรรมการผู้จัดการของ Audemars Piguet Inc. (อเมริกาเหนือ) ในนิวยอร์กเพื่อพัฒนาแบรนด์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จนกระทั่งในปี 2012 เขาได้กลายมาเป็น Global CEO ของ Audemars Piguet ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Audemars Piguet François-Henry Bennahmiasจากสถานการณ์ขั้นรุนแรงของการแพร่ระบาด COVID-19 ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว EY จึงขอให้บุคคลชั้นนำหลากหลายร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ในการใช้ชีวิตหลังจากนี้ไปควรเป็นเช่นไร โดย François-Henry Bennahmias, global CEO of Audemars Piguet เป็นหนึ่งในผู้ร่วมแบ่งปัน มาดูกันว่าเขามีวิธีรับมือกับงานและสิ่งต่างๆ ในความรับผิดชอบในช่วง Lockdown อย่างไร

EY : คุณยังจำผลกระทบแรกที่เกิดกับบริษัทของคุณจากวิกฤตครั้งนี้ได้หรือไม่

Bennahmias : แน่นอน ผมจำได้แม่นเชียวละ เรากำลังอยู่ในระหว่าง Workshop จากนั้นได้มีโทรศัพท์แจ้งเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อรายแรกของบริษัท เราจึงต้องหยุด Workshop ทันทีและจากนั้นภายใน 48 ชั่วโมง บริษัทได้ปิดทำการชั่วคราวในวันที่ 18 มีนาคม และในวันที่ 21 มีนาคม ผมได้แจ้งมาตรการจำเป็นทั้งหมดกับพนักงานทุกคน เพื่อให้บริษัทรอดพ้นจากเหตุการณ์ฉุกเฉินในครั้งนี้

Audemars Piguet museum le brassus musee atelierEY : คุณคิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไง

Bennahmias : สถานการณ์ต่อจากนี้จะเปลี่ยนไปจากที่เคยแน่นอน มันมีทั้งข้อดีและข้อเสียจากโลกยุค COVID-19 ในแง่ที่ดี ด้วยผมเป็นคนที่ยินดีกับน้ำที่ยังเหลืออีกตั้งครึ่งแก้วแล้ว ผมคิดว่าด้วยวิกฤตครั้งนี้จะทำให้ผู้คนตระหนักในเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้น และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของความคิดริเริ่มและนวัตกรรมใหม่ๆ

EY : คุณเตรียมรับมือกับความท้าทายครั้งนี้อย่างไร

Bennahmias : ผมคิดว่าเราเตรียมความพร้อมกันได้ดี เรามีเวลาเพียง 48 ชั่วโมงเพื่อปิดการทำงานชั่วคราวของบริษัทและโรงงานที่สวิสเซอร์แลนด์ ในขณะที่ปิดเราใช้การติดต่อทางโทรศัพท์กับฝ่ายกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ และแม้ในตอนนี้เราจะเปิดทำการอีกครั้งแต่ก็เป็นเพียงบางส่วนของกำลังการผลิต คาดว่าจำนวนการผลิตจะลดลงจากยอดในปี 2013 ประมาณ 20-25% และยอดขายจะเท่ากับในปี 2017 ทิศทางการขายจากทั่วโลกก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ ทั้งหมดนั้นคือคำตอบในสิ่งที่คุณถาม และผมพูดได้ว่าเราทำได้ดีเชียวละ

EY : ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ส่งผลต่อวาระการประชุมมากน้อยแค่ไหน

Bennahmias : ผมกังวลกับคำถามนี้ในเชิงปรัชญามากกว่า เราพร้อมรับมือในเชิงปฏิบัติ เช่น เมื่อยอดการผลิตนาฬิกาลดลงจาก 40,000 เหลือ 25,000 เรือน เรารู้ว่าจะต้องทำยังไง ดังนั้นกับวิกฤตครั้งนี้ในเชิงปฏิบัติการทำได้ง่าย แต่ในเชิงปรัชญาแล้วสิ่งสำคัญคือ วิกฤตครั้งนี้จะจบลงเมื่อไรและอย่างไร ในสัปดาห์ที่สามของการ Lockdown ผมได้รับวิดีโอประจำสัปดาห์จากพนักงานทั้งหลายเกี่ยวกับการสอบถามความเห็นลูกๆ ของพวกเขาไม่ว่าจะวัยไหนก็ตาม ว่าโลกเราควรจะเป็นอย่างไรหลัง COVID ในนั้นไม่ว่าจะเป็นภาพวาด วิดีโอ อีเมลล์หรืออะไรก็ตามทั้งหมดเกี่ยวกับความรักทั้งสิ้น พวกเขาคิดถึงอยากกอดทุกคนในครอบครัวรวมทั้งปู่ยาตายายของพวกเขา มันเป็นการแสดงออกของแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ สามวันให้หลังผมจึงมีไอเดียว่า ถ้าเราจะให้ความคาดหวังของผู้คนเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจของเราละ บริษัทจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมบอกคุณได้คือ จากนี้โลกของนาฬิกาจะเปลี่ยนเป็น “B to L” (Business to Love) ร่วมไปกับการดำเนินธุรกิจแบบ “P to P” (People to People) ซึ่งเราได้เตรียมนำมาใช้แล้วก่อนหน้านี้ นั่นก็เพราะในตลาดสินค้าชั้นสูงลูกค้า 99 รายจาก 100 ราย ต้องการการตอบสนองเรื่องอารมณ์และความรู้สึกให้ได้มากที่สุดหรืออย่างน้อยสักครึ่งหนึ่งของที่ต้องการก็ยังดี ซึ่งเราเองก็เช่นกัน นั่นทำให้เรามีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ความสัมพันธ์กับลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

Audemars PiguetEY : วิธีการทำงานของคุณเปลี่ยนไปอย่างไรจากการ Lockdown

Bennahmias : ผมมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องเผชิญกับปัญหา Jet Lag จากการเดินทาง ได้ออกกำลังกายและทานอาหารตรงเวลาซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากต่อสุขภาพ และมี 3 เรื่องที่ผมตระหนักได้จากการ Lockdown นี้ ซึ่งแน่นอนมันไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ เริ่มจากการทำงานหนักเกินไปจะไม่ได้ผลอะไรเลย ผมรู้สึกแย่ทุกครั้งที่เห็นผู้คนตั้งหน้าทำงานจนลืมว่ากำลังทำอะไรอยู่และทำไปเพื่ออะไร เราควรเรียนรู้ที่จะจัดการในสิ่งที่สำคัญจริงๆ เป็นเวลาสองปีมาแล้วผมจะไม่ส่งอีเมลล์เลยเมื่อถึงเวลาหลัง 6 โมงเย็นหรือในวันหยุด ผมอ่านเจอในวัฒนธรรมองค์กรของ Netflix ว่าให้คุณเชื่อใจในพนักงานของคุณ ยิ่งมีคนที่คุณเชื่อใจมากขึ้นเท่าไหร่ความน่าเชื่อถือก็จะมากขึ้นเท่านั้น เราจึงเริ่มใช้การทำงานทางไกลกับพนักงานของเราและนั่นทำให้ปี 2019 เรามีผลประกอบการที่ดีจนทำให้เราสามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานได้เท่ากับ 14 เดือนในปีที่วิกฤตเช่นนี้ นี่ถือเป็นตัวจุดชนวนความเชื่อมั่นให้มากขึ้นและพนักงานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความสุข

EY : สิ่งที่คุณคิดถึงจากยุคก่อนเกิดวิกฤติครั้งนี้

Bennahmias : การไม่ได้เจอกับลูกสาวทั้งสองในสหรัฐอเมริกาแค่นั้น นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรยิ่งเรื่องไปเที่ยวยิ่งไม่ต้องพูดถึง

EY : มีคำพูดที่ว่าทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส คุณเห็นด้วยหรือไม่

Bennahmias : ทุกวิกฤตมีทั้งเรื่องดีและไม่ดี เหมือนที่ผมบอกก่อนหน้านี้ผมมองอะไรเหมือนน้ำที่เหลืออีกครึ่งแก้ว ซึ่งนั่นทำให้ผมมองอะไรแต่ในด้านบวก

EY : คุณได้บทเรียนอะไรที่มีค่าที่สุดจากสถานการ์ในครั้งนี้

Bennahmias : การมีความรักให้กับคนรอบข้าง ผมเชื่อในสิ่งนี้

EY : จากสิ่งที่คุณเรียนรู้ในวันนี้ คุณจะบอกอะไรกับตัวเองเมื่อปี 2019

Bennahmias : จงเตรียมพร้อม เพราะอะไรก็ตามที่คุณคิดว่ามันจะเกิดสุดท้ายแล้วมันจะเกิดขึ้น และจงตั้งมั่นเพราะหนทางมันไม่ง่ายเลย!

EY : ช่วยสรุปวิถีชีวิตใหม่ในแบบของคุณให้ได้ไหม

Bennahmias : หน้าที่ของเราคือการส่งต่อความรู้ เพื่อให้แน่ใจว่าการผลิตนาฬิกาที่ดีนั้นจะยังคงอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์สืบต่อไปอีก 20, 30 หรือ 50 ปีจากนี้ ในญี่ปุ่นช่างฝีมือระดับสูงจะได้รับการดูแลจากรัฐ การให้ทุนเพื่อแลกกับการส่งต่อความรู้เหล่านี้ เช่นเดียวกับที่ทุกวันนี้คนนึกถึงนาฬิกาเมื่อไรจะต้องนึกถึงสวิสเซอร์แลนด์และนั่นคือจุดสำคัญที่งานฝีมือด้านนาฬิกาควรได้รับการอนุรักษ์ไว้

EY : วิกฤตทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในบริษัทอย่างไร

Bennahmias : เราปรับเปลี่ยนองค์กรใหม่โดยคำนึงถึงสุขภาพเป็นหลักเพื่อตอบรับกับสิ่งที่พนักงานต้องการ เรามีแผนที่จะสร้างตึกขนาดใหญ่เพื่อให้ทุกคนได้อยู่ทำงานร่วมกันแต่ตอนนี้เรากำลังทบทวนแผนนี้ใหม่และเพื่อการนั้นผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพูดคุยกับคนหนุ่มสาวเพื่อนำมาเป็นแนวความคิดต่อไป

EY : คุณรับมือกับความรับผิดชอบใหม่นี้อย่างไร

Bennahmias : ท่ามกลางพายุทุกอย่างขึ้นอยู่กับทัศนคติของกัปตัน ถ้ากัปตันไม่ตื่นตระหนกและมีความเชื่อมั่น ลูกเรือจะรับรู้ได้และมุ่งหน้าเดินเรือต่อไป เช่นเดียวกันแม้ปี 2020 จะยากลำบากเพียงใด เรือลำนี้จะยังคงแล่นต่อไปไม่หยุด

Audemars PiguetEY : คุณมีอะไรฝากถึง CEO ท่านอื่นหรือไม่

Bennahmias : เราทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้จากกันและกัน ต้องพยายามปรับต้วจากสิ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เราจะต้อง “เรียนรู้วิธีที่จะเรียนรู้” มนุษย์ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงแต่มนุษย์มีความสามารถที่จะปรับตัวและเราทุกคนต่างต้องการสิ่งนั้นทั้งสิ้น!

 

 

 

______________________________________________

อ้างอิงบทสัมภาษณ์

: https://www.newrealityblog.com

รูปภาพ

: https://www.audemarspiguet.com/en/
: https://www.europastar.com/time-business/
: https://watchesbysjx.com/2020/04/
: https://www.europastar.com/the-watch-files/resilience/